ทำชีวิตให้ช้าลง

ทำชีวิตให้ช้าลง
บทความโดย: พระไพศาล วิสาโล
ที่มา: สารโกมล ประจำเดือนกรกฎาคม 2554

     พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราพิจารณาธรรมชาติเสมือนครูของเรา  เช่น  ให้ไปอย่างเบาเหมือนกับนกที่มีเพียงแค่ปีก  2  ข้าง ก็สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ  อันนี้ท่านสอนพระให้มีสัมภาระน้อย  เราลองสังเกตธรรมชาติ  เขาจะสอนเราหลายอย่าง  เช่น ต้นไม้ เวลาเดินกลางแดดเราเคยนึกสงสัยบ้างหรือเปล่า เราเดินแค่ 2 ชั่วโมงก็เหนื่อยแล้ว แต่ต้นไม้นี่เขียวตลอดเลย ขนาดอยู่กลางแดด รับแดดเข้าไปเต็มๆ ก็ยังเขียวได้ มีต้นไม้บางต้นบอบบางแต่เขียว แถมผลิดอกสวยงาม
 
     อาตมาเดินธรรมยาตราทุกปี ปีหนึ่งผ่านเส้นทางที่เป็นทางดินฝุ่นจับหนามาก ตอนนั้นเป็นตอนกลางวัน สองข้างทางมีแต่หญ้าเหลืองแห้ง พวกเราเดินไปก็รู้สึกห่อเหี่ยวไปด้วย แต่พอมาถึงจุดหนึ่งระหว่างห้วยลาดผักหนามกับซับสมบูรณ์ มีต้นประทัดจีนขึ้นอยู่ริมทาง ต้นเล็กๆ ดอกแดงสด แถมหันดอกให้กับพระอาทิตย์ พวกเราหลายคนพอเห็นแล้วรู้สึกเลยว่าดอกไม้ในใจเราเบ่งบานเลย เพราะเกิดกำลังใจว่าขนาดดอกเล็กๆ เขายังสู้แดดได้และไม่ได้สู้แดดแบบฝืนทน แต่สู้แดดแบบร่าเริงแจ่มใส เราเสียอีกกลับห่อเหี่ยวเมื่อเจอแดด ทั้งๆ ที่เรียกตัวเองว่านักปฏิบัติธรรม พอเจอดอกประทัดจีนบาน ดอกไม้ในใจก็บาน หน้าก็บานด้วย เลยยิ้มกันใหญ่  นอกจากต้นไม้ทนต่อแดด สามารถเขียวสะพรั่งได้ตลอดวันแล้ว ต้นไม้ยังทำได้ยิ่งกว่านั้นอีก คือเปลี่ยนแดดให้กลายเป็นร่มเงาเปลี่ยนแดดให้กลายเป็นใบไม้ เปลี่ยนแดดให้กลายเป็นดอกไม้ที่สวยงามได้  ไม่มีแดดก็ไม่มีสีเขียว  ไม่มีแดดก็ไม่มีดอกไม้  นี่เป็นความเก่งกาจของต้นไม้  นอกจากจะทนต่อแดดแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนแดดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ด้วย  พวกเราก็ได้รับประโยชน์จากความสามารถของต้นไม้ ถ้าต้นไม้ไม่มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแดดร้อนให้กลายเป็นร่มเงาที่เย็น ดอกไม้ที่สวยงามหรือผลไม้ที่หอมหวานได้ เราก็คงจะไม่สามารถอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ เขาสอนเรามากเลยนะ  คือสอนเรื่องความเสียสละ  เพราะว่าเขายอมทนแดดเพื่อให้ร่มเงาแก่เราให้ร่มเงาแก่สัตว์เล็กสัตว์น้อย เราจะมองว่าเขาฉลาดก็ได้ที่เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี
 
     คนเราถ้ารู้จักเปลี่ยนทุกข์ให้กลายเป็นสุข เปลี่ยนอุปสรรคให้กลำยเป็นกำลังบำรุงใจเราก็จะไม่ด้อยกว่าต้นไม้เลย เวลาเราเดิน หากเราเดินช้าๆ จะช่วยให้ชีวิตเราเร่งรีบน้อยลง ชีวิตคนเราสมัยนี้เร่งรีบมาก เราเร่งรีบเพื่อจะได้ไปทำอีกอย่างหนึ่ง พอทำงานชิ้นที่  2  เราก็เร่งรีบอีกเพื่อไปทำงานชิ้นที่  3  กับชิ้นที่  3  เราก็เร่งรีบอีก กลายเป็นว่าเราเร่งรีบเพื่อจะไปเร่งรีบอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรนอกจากนี้ ผลก็คือ เรากลายเป็นคนไม่มีเวลาว่าง แม้แต่ไปเที่ยวธรรมชาติก็รีบๆ คนสมัยนี้มีเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลามากมาย เพื่อทำอะไรให้เร็วๆ ให้เสร็จไวๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีเวลาว่างเลย  ไม่มีเวลาแม้แต่จะพักผ่อน  หรือมีเวลาให้กับพ่อแม่ลูกหลาน  ตรงกันข้ามกับชาวบ้าน  ชาวบ้านไม่ค่อยมีเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลา จะทำอะไรแต่ละอย่างๆ ใช้เวลามาก ไม่ว่าการเดินทาง การหุงหาอาหาร การตักน้ำแต่ทำไมเขามีเวลาว่างเยอะ ลองสังเกตก็จะเห็นว่าเขามีเวลานอนเล่น กลับถึงบ้านเขาก็มีเวลาอยู่กับลูกกับหลาน ส่วนคนเมืองกลับไม่มีเวลาว่างทั้งๆ ที่รีบทุกอย่างแปลกไหม ยิ่งรีบ กลับไม่มีเวลาว่าง ส่วนคนไม่รีบ กลับมีเวลาว่าง เราลองสังเกตดูมาเดินธรรมยาตรา เราบ่นว่าใช้เวลาเดินเยอะเหลือเกิน  ถ้านั่งรถครู่เดียวก็ถึงแล้ว  แต่สิ่งที่เราสูญเสียไปกับการเร่งรีบนี้มีเยอะมาก  เราเคยคิดบ้างหรือเปล่า การเร่งรีบดูเหมือนจะทำให้ประหยัดเวลา แต่นับวันเวลาว่างเรากลับมีน้อยลง  การเร่งรีบยังทำให้เราสูญเสียหลายอย่าง เช่น สูญเสียความสงบใจ สูญเสียโอกาสที่จะเพ่งพินิจธรรมชาติตามรายทาง รวมทั้งสูญเสียโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับผู้คน  ไม่มีโอกาสพูดคุยกับผู้คน เลยไม่ได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์หรือเรียนรู้จากผู้คน  การขาดปฏิสัมพันธ์แบบนี้เป็นความขาดทุนอย่างหนึ่ง  เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กันทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจกัน  รวมทั้งได้ซาบซึ้งกับน้ำใจของผู้คน  เวลาเราเอาท้องฝากไว้กับคนอื่น  มันจะทำให้เราเห็นน้ำใจของผู้คนมากขึ้นการเดินจึงมีหลายมิติมาก  การท่องเที่ยวด้วยการเดินไปช้ำๆ  ทำให้ได้เห็นธรรมชาติ  ได้อาศัยธรรมชาติเป็นครู  และได้รู้จักผู้คนต่างชาติต่างภาษาที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย เจอกันเพียงครั้งเดียว แต่อาจซาบซึ้งน้ำใจของเขาไปตลอดชีวิตเลยก็ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *